HomeProgramsActivitiesLocationFor ParentsKids GalleryFAQs 
   
 
     

 
 
 
คุณสมพร พึ่งอุดม ครูส้มของเด็ก ๆ เจ้าของโรงเรียนสมุดไท โรงเรียนสอนศิลปะและการออกแบบ เรียนจบทางด้านศิลปะจากมหาวิทยาลัยศิลปากรมาโดยตรง แต่เพราะสนใจด้านจิตวิทยาเด็ก จึงไปนั่งเรียนแบบไม่รับปริญญา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์…ปัจจุบันเป็นทั้งครูและคุณแม่ ที่เข้าใจเด็กและศิลปะเป็นอย่างดี ศิลปะกับเด็กมีความสำคัญอย่างไร ครูส้มจะเล่าให้ฟัง

เรื่องของศิลปะ ดนตรี ฯลฯ ประเทศไทย เพิ่งจะมาตื่นตัวในช่วง 10 ปีมานี้ ความจริงก็เริ่มจากทางฝรั่ง คืออเมริกาเขามีนโยบายของประเทศเลย ให้ลงมาวิจัยเรื่องสมอง ทีนี้พอมาวิจัยเรื่องสมองจริงจังก็มาพบเรื่องสมองค่อนข้างแยะ พบความสำคัญของสมองซีกซ้ายซีกขวา ซึ่งแตกต่างกัน จึงมาตื่นตัวทางด้านศิลปะขึ้นมาอย่างเป็นหลักการ
คุณสมพร พึ่งอุดม


ในส่วนของโรงเรียนสมุดไท เราก็สอนเรื่องศิลปะเด็กมาไล่เรี่ยกับการสอนศิลปะเด็กโต สักประมาณ 10 กว่าปีได้ สมัยก่อนผู้ปกครองที่จะส่งลูกมาเรียนศิลปะในวัยอนุบาล วัยประถมยังมีจำนวนน้อย เพราะยังรู้สึกว่าเรียนไปทำไม ให้ลูกไปเรียนว่ายน้ำดีกว่า แต่พอช่วงหลังมานี้ตั้งแต่มีแนวความคิดเรื่อง EQ ผู้ปกครองก็เข้าใจมากขึ้น

การสอนศิลปะเด็กของเราเน้นเรื่องพัฒนาการ ไม่เน้นการแข่งขัน จะคุยกับผู้ปกครองตั้งแต่แรกเลยว่าสมุดไทไม่ได้เน้นการแข่งขัน และการประเมินผลเด็กเราประเมินเฉพาะตัวเขา จะไม่เปรียบเทียบว่าของใครดีกว่าของใครโดยดูเด็กเป็นคน ๆ ไป เพราะศิลปะเป็นวิชาที่เป็นนามธรรม ใหม่ ๆ ผู้ปกครองยังต้องการการตัดสินชัดเจน พอช่วงหลังผู้ปกครองเข้าใจเยอะขึ้น การตัดสินงานเด็กหรือตัดสินผลงานอะไรก็ตามของเด็ก เราประเมินเขาด้านเดียวไม่ได้ เพราะเด็กแต่ละคนมีทักษะต่างกัน อย่างบางคนรูปที่เขาวาดเราดูแล้วเละมาก แต่อันนั้นคือผลิตผลปลายทางแล้ว เราต้องลงไปดูขั้นตอนที่เขาทำ ระหว่างที่เขากำลังวาด เขาคิดอะไร เขาเล่าเรื่องอะไรบ้าง บางคนงานเละ ๆ แต่จริง ๆ คุณภาพการคิดเขาสูงมาก เราก็มาช่วยเขาคิดว่าทำยังไงถึงจะถ่ายทอดไอเดียนั้นออกมาเป็นรูปเป็นร่าง คือเขาขาดทักษะเรื่องรูปทรง ขาดทักษะเรื่องการใช้สี เราก็มาเพิ่มตรงนี้ แต่อีกคนวาดสวยมาก ถ้าวาดที่โรงเรียน ต้องได้ชนะเลิศ แต่รูปยังเป็นวิว เป็นภูเขา ต้นมะพร้าว คนยืนตรง โดยทั่วไปคนชอบเพราะดูเรียบร้อยสวยงาม ดูคุ้นตา แต่จริง ๆ ถ้าครูศิลปะมาดู จะบอกว่าเด็กคนนี้ต้องเพิ่มอะไร วาดให้ต่างได้ไหม ให้แปลกได้ไหม กล้ากว่านี้ได้ไหม วาดคนไม่ยืนตรงเข้าแถวได้ไหม วาดให้มันเละกว่านี้ได้ไหม ซึ่งจุดนี้เราต้องคุยกับผู้ปกครอง

แล้วศิลปะที่จะเอาไปสอนเด็กมันไม่ใช่ Fine Art อย่างเดียว ต้องเป็นเรื่องของสิ่งที่เรียกว่าจิตวิทยาศิลปะเด็กทำไมเด็กเข้าถึงพัฒนาการ อย่างทำไมอยู่ดี ๆ เรามาฝึกเด็กอนุบาลให้เล่นกีฬา ก็ต้องรู้ว่าร่างกายเขาความพร้อมเขาแค่ไหน เขาวิ่งได้หรือยัง กล้ามเนื้อเขาแข็งแรงแค่ไหนทางด้านศิลปะก็เหมือนกัน แต่ศิลปะมันลงลึกไปว่า อายุเท่าไรกำดินสอได้ อายุเท่าไรใช้พู่กันเป็น เพราะในแต่ละวัยเด็กมีพัฒนาการที่เป็นสากล เด็กทุกคนทั่วโลกทำเหมือนกัน จิกดินน้ำมันปั้นเป็นเม็ด ๆ เป็นพัฒนาการเป็นขั้นตอน ถ้าเราสอนผิดขั้น ไปเอาเรื่องของเด็ก 8 ขวบ ไปสอน 3 ขวบ ปรากฏว่าเด็กถดถอย ซึ่งครูสอนศิลปะต้องรู้

สำหรับครูของสมุดไท คุณสมบัติคือต้องจบศิลปะแน่นอน ข้อสองต้องรักเด็ก เพราะถึงแม้บางคนจบจิตวิทยามาก็ทำงานไม่ได้ ถ้ารำคาญเด็ก เพราะเด็กแต่ละคนมาจากครอบครัวที่แตกต่าง ในวัยเดียวกัน บางคนไปเร็วมาก บางคนก็ต้องช่วยมาก ครูต้องใจเย็น แล้วก็ต้องมาอบรมเรื่องจิตวิทยาพื้นฐาน เด็กวัยนี้เขาเป็นยังไง ศึกษาจิตวิทยาศิลปะเด็กวัยนี้วาดอะไรได้ เด็กวัยนี้ต้องใช้เครื่องมืออะไร แต่ในสิ่งที่ทำให้ครูเชี่ยวชาญจริง ๆ คือประสบการณ์

ครูสอนศิลปะนอกจากสอนเรื่องศิลปะ ยังต้องสอนอีกหลายเรื่อง เช่นความรับผิดชอบตัวเองของเด็ก ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ไม่พอใจก็ฉีกกระดาษทิ้งลงขยะ เราเจอเด็กหลายแบบเขาควรปรับปรุงตรงไหน เราต้องสอนเขา

โดยธรรมชาติเด็กชอบเคลื่อนไหว เด็กจะเคลื่อนไหวน้อยลงตามวัยที่เขาโตขึ้น ทีนี้สำหรับเด็กเล็ก เขาจะนั่งนิ่งได้เมื่อมีกิจกรรมที่ท้าทาย แล้วก็กิจกรรมที่เขาสนใจ เพราะฉะนั้นตรงนี้จะสำคัญ นอกจากกิจกรรมแล้ว ตัวเร้า คือครู ซึ่งการวิ่งเข้าใส่สิ่งท้าทายของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากันเด็กที่มาจากโรงเรียนหรือมาจากบ้านที่ครอบครัวเปิดกว้างมีอิสระที่เขาจะคิดเอง ทำเอง พวกนี้จะเรียนสนุก จะรู้สึกว่าท้าทายตลอด น่าเรียนไปหมด อีกกลุ่มหนึ่งมาจากครอบครัวที่เข้มงวดหน่อย กลุ่มนี้จะกลัวสิ่งที่ท้าทาย

ถามว่าเด็กกลุ่มไหนที่สนุกกับการเรียนศิลปะ คงจะเป็นกลุ่มที่ถูกเตรียมมาจากครอบครัว หรือจากโรงเรียนที่ให้มีความสนุกในการคิด สังเกตดูจะมาจากครอบครัวคนชั้นกลางเยอะ คือไม่มีคนใช้เยอะจนเกินไป เด็กที่มาจากครอบครัวรวยมากก็เสียเปรียบ คนใช้เยอะไป ทำอะไรเองไม่เป็น ขนาดจะวาดรูปยังบอกให้ครูวาดให้หน่อย กลุ่มนี้เขาไม่สนุก เขารู้สึกว่าไม่ท้าทายที่จะทำ ตัดกระดาษเบี้ยวไปนิดหนึ่ง ก็มีความรู้สึกว่าต้องให้คนช่วย ครูคะตัดให้หนูหน่อย ในขณะที่อีกคนหนึ่งช่วยตัวเองสูงมาก พยายามตัดเบี้ยว ๆ แหว่ง ๆ ไป ตรงนี้ครูชอบ ซึ่งเด็กเขาจะจดจำได้ดีเลยว่าเขาทำอะไร และเกิดทักษะขึ้นเอง

จริง ๆ แล้วเด็กเขาเรียนศิลปะโดยธรรมชาติจากที่บ้าน ซึ่งพ่อแม่ควรจะเตรียมให้เด็ก ซึ่งประมาณ 2 ขวบ ตั้งแต่เริ่มเห็นท่าทีของเขา แม่ที่เลี้ยงลูกเองจะได้เปรียบหน่อยคืออยู่กับลูกทั้งวัน ได้เห็นพัฒนาการของเขาว่าเริ่มหยิบจับอะไรมาเขียน เลียนแบบผู้ใหญ่บ้าง จับปากกาขีดเขี่ยตามพื้นตามผนัง ตรงนั้นก็เริ่มสอนให้เด็กรู้จักศิลปะได้เลย ไม่ใช่ว่าตีไม่ให้เขาทำ เขาก็หดเลย ต่อไปไม่อยากเขียนหนังสือด้วยซ้ำ ผู้ปกครองส่วนใหญ่รำคาญที่เด็กทำฝาผนังบ้านเลอะเทอะ เขียนไม่เป็นที่เป็นทาง แต่เด็ก 2 ขวบ ถ้าเราฝึกในเรื่องของวินัยมา วินัยในเรื่องอื่น ๆ เช่น ทานข้าวตรงไหน เล่นของเล่นตรงไหน ไม่ใช่ว่าตรงไหนก็ได้เลอะเทอะไปหมด ก็จะเรียนรู้เรื่องสถานที่ได้ยาก อย่างเช่นเขาจะอึ เขาจะอึที่ไหน ก็ต้องสอนเขาไปพร้อม ๆ กัน เพราะฉะนั้นเด็กที่ถูกเตรียมมาดี เขาจะเข้าใจได้เร็วว่า ถ้าเขาจะวาด เขาจะวาดในกระดาษนี้นะ ถ้าบ้านมีผนังที่กว้างหน่อยก็เอากระดาษแผ่นใหญ่ ๆ มาแปะตรงผนัง บอกเขาว่าให้วาดตรงนี้ เด็กเขารู้ค่ะ

ภาษาภาพเป็นภาษาหนึ่งของเด็กคู่ไปกับภาษาพูดก่อนภาษาเขียน เพราะฉะนั้นการวาดรูปเป็นการประมวลความคิดของเด็กที่เขาจะถ่ายทอดออกมามันเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับการพูด การถ่ายทอดเป็นประโยค ช่วง 2 ขวบครึ่ง เด็กจะไม่เขียนเป็นรูปเป็นร่าง เป็นแค่การเตรียมฝึกกล้ามเนื้อเล็กกล้ามเนื้อนิ้ว เหมือนกับเขาหัดพลิกตัวไปพลิกตัวมา ขยุกขยิก ๆ เพื่อเป็นการเตรียมให้มือเขาแข็งแรง ต่อมาเขาก็จะค้นพบว่าเขาลากเส้นตรงได้นะ ไปทางซ้ายขวา ขยุกขยิก ๆ กลายเป็นดำ ๆ ถ้าจุด ๆ ก็เหมือนทราย เด็กที่ไม่ได้ทำคือไม่ได้ฝึก จะเริ่มช้าหน่อย

ส่วนเด็กที่จะมาเข้าโรงเรียนศิลปะก็ควรอายุสัก 4 ขวบ เพราะควบคุมกล้ามเนื้อให้ลากเส้นไปตามที่ต้องการได้ แล้วสอนอะไรให้เด็กสนุก จริง ๆ อยู่ที่กิจกรรมค่ะ โดยทั่วไปเรียนศิลปะก็ไม่เครียดอยู่แล้ว ที่สำคัญต้องไม่มีเรื่องบรรยากาศกับอำนาจ แม้ว่าเด็กจะซนมากอยู่คนหนึ่ง เราก็ต้องไม่ให้มีบรรยากาศที่แสดงอำนาจไม่เช่นนั้น เด็กคนอื่นจะเครียดตาม

สอนไปเราก็มีนิทานบ้าง มีกิจกรรมให้เลือก อย่างใครอยากวาดรูปหัวข้อนี้ ซึ่งความจริงหัวข้อมันเป็นแค่พาหนะแต่จุดมุ่งหมายจริง ๆ คือการฝึกจินตนาการ ตัวอย่างเช่นหัวข้อกำหนดมาว่าให้วาดครอบครัวของฉัน หัวข้อไม่ใช่ หัวใจสำคัญของการวาดรูปในวันนั้น ประเด็นเป้าหมายคือ ให้เด็กเปรียบเทียบรู้จักรูปร่าง รูปทรง พ่อตัวใหญ่ลูกตัวเล็ก พ่อแม่กับลูกมีความสูงต่างกัน วาดยังไงให้ต่างกัน เด็กเขาช่างสังเกตไหม บางคนวาดคนระบายสีแบบแบน ๆ ไม่มีลวดลายอะไรเลย แต่บางคนวาดคุณแม่หิ้วกระเป๋า ถึงขนาดมีเดินเส้น ลวดลายกระโปรง ตรงนี้คือการสังเกต เป็นกลุ่มของความคิดสร้างสรรค์ เรื่องความคิดละเอียดลออ อีกคนวาดตัวเท่ากันเป๊ะ อันนี้การสังเกตเรื่องสัดส่วนไม่ดี ก็ให้เขาสังเกตธรรมชาติ สิ่งรอบตัวมากขึ้น

ซึ่งศิลปะจะต่างจากวิชาดนตรี แม้ว่าจะเป็นศิลปศาสตร์เหมือนกัน แต่จะต่างกันตรงที่ว่าเด็กเรียนดนตรีเป็นเพลงเด็กได้ผลงานคือเล่นได้เป็นเพลง แต่สำหรับศิลปะเด็กผลสัมฤทธิ์ไม่ได้สำเร็จเป็นรูป ๆ ไปเท่านั้น ความคิดสร้างสรรค์จะติดตัวเด็กไป จะแสดงออกตอนเขาโตและสามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต ผู้ปกครองที่ให้เด็กเรียนศิลปะมาตั้งแต่อนุบาล จนถึง ป.4 ป.5 จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสิ่งที่เด็กได้คือไม่ใช่วาดรูปเก่งอย่างเดียว ที่ชัดเจนคือ พอเด็กไปเรียนวิชาอื่น เขาเรียนได้ดีขึ้น มีสมาธิมากขึ้น จดจ่อกับการทำงานมากขึ้น ต่อมาคือเด็กก้าวร้าวน้อยลง ที่น้อยลงไม่ใช่เพียงแค่เขามีสุนทรียภาพขึ้น แต่เป็นเพราะว่าเขาเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง โดยทั่วไปเด็กที่ก้าวร้าวเพราะเขาขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง เมื่อเขาขาดเรื่องพวกนี้ทำให้เขาไม่มีทิศทาง เกเร ดื้อ งอแง สังเกตเด็กที่ไม่งอแง ไม่ดื้อ ไม่ก้าวร้าว มักเป็นเด็กเก่งไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เมื่อเขารู้สึกว่าเขาเก่ง เพราะฉะนั้นเขาจึงชื่นชมตัวเองเป็น ไม่ต้องเรียกร้องความสนใจ การเรียนศิลปะเขาได้ผลงานเขาเอากลับบ้านไปติดโชว์ที่ผนังบ้าน เดี๋ยวมีคนชมแล้ว เขาก็ชักปลื้ม ทำอีก เลยเอาเวลาที่เล่นเกเรไปทำกิจกรรมให้ได้ผลงานแทน

ปัจจุบันพ่อแม่นิยมส่งลูกมาเรียนศิลปะมากขึ้นตามโรงเรียน หรือส่งไปแค้มป์ต่าง ๆ คงเป็นเพราะเรื่องกระแสการพัฒนาของสมองซีกซ้ายซีกขวาเห็นความสำคัญกับเรื่อง EQ เรื่องความฉลาดทางอารมณ์ เพราะฉะนั้นวิชาการจะถูกลดความสำคัญลงเรียกว่าเกิดความสมดุลระหว่างอารมณ์ จิตใจ จินตนาการ สุนทรียภาพ ต้องไปชั่งน้ำหนักแบ่งครึ่ง ระหว่างคณิตศาสตร์ ภาษา วิทยาศาสตร์ วิชาศิลปะที่ส่งเสริมจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาสมองซีกขวาที่สอนในโรงเรียนทั่วไปมีไม่เพียงพอ ดังนั้นผู้ปกครองจึงพาเด็กมาเรียนที่โรงเรียนเฉพาะทางมากขึ้น

แต่จะให้เด็กเรียนอะไร ครูส้มว่าให้เด็กเขาเป็นคนเลือกกิจกรรมเองจะดีที่สุด เขาจะได้ปลอดโปร่ง มีความสุขกับการเรียน และไม่จำเป็นต้องให้เขาเรียนให้เก่ง อย่างที่นี่การสอนวาดรูปไม่ใช่สอนให้วาดเก่ง การวาดเก่งต้องควบคู่ไปกับการคิดเก่งด้วย เพราะฉะนั้นเด็กวาดรูปตามแบบ วาดรูปสวย วาดเหมือนไม่ได้แปลว่าคุณภาพทางด้านศิลปะเขาดี แต่แปลว่าทักษะทางด้านศิลปะเขาดี ทักษะนี่ฝึกกันได้ตลอดชีวิต แต่ทักษะการคิดสร้างสรรค์นั้นต้องฝึกกันตั้งแต่เล็ก ๆ ถ้าเขาโตเป็นวัยรุ่นแล้ว หากไม่ได้รับการฝึกหรือพัฒนาด้านจิตนาการความคิดสร้างสรรค์มาก่อน จะฝึกยากมาก ศิลปะเป็นกระบวนการที่ส่งเสริมเด็กให้มีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการ ดังนั้นการส่งเสริมต้องส่งเสริมตั้งแต่เด็ก ๆ ค่ะ