ในส่วนของโรงเรียนสมุดไท เราก็สอนเรื่องศิลปะเด็กมาไล่เรี่ยกับการสอนศิลปะเด็กโต
สักประมาณ 10 กว่าปีได้ สมัยก่อนผู้ปกครองที่จะส่งลูกมาเรียนศิลปะในวัยอนุบาล
วัยประถมยังมีจำนวนน้อย เพราะยังรู้สึกว่าเรียนไปทำไม
ให้ลูกไปเรียนว่ายน้ำดีกว่า แต่พอช่วงหลังมานี้ตั้งแต่มีแนวความคิดเรื่อง
EQ ผู้ปกครองก็เข้าใจมากขึ้น
การสอนศิลปะเด็กของเราเน้นเรื่องพัฒนาการ ไม่เน้นการแข่งขัน
จะคุยกับผู้ปกครองตั้งแต่แรกเลยว่าสมุดไทไม่ได้เน้นการแข่งขัน
และการประเมินผลเด็กเราประเมินเฉพาะตัวเขา จะไม่เปรียบเทียบว่าของใครดีกว่าของใครโดยดูเด็กเป็นคน
ๆ ไป เพราะศิลปะเป็นวิชาที่เป็นนามธรรม ใหม่ ๆ ผู้ปกครองยังต้องการการตัดสินชัดเจน
พอช่วงหลังผู้ปกครองเข้าใจเยอะขึ้น การตัดสินงานเด็กหรือตัดสินผลงานอะไรก็ตามของเด็ก
เราประเมินเขาด้านเดียวไม่ได้ เพราะเด็กแต่ละคนมีทักษะต่างกัน
อย่างบางคนรูปที่เขาวาดเราดูแล้วเละมาก แต่อันนั้นคือผลิตผลปลายทางแล้ว
เราต้องลงไปดูขั้นตอนที่เขาทำ ระหว่างที่เขากำลังวาด
เขาคิดอะไร เขาเล่าเรื่องอะไรบ้าง บางคนงานเละ ๆ
แต่จริง ๆ คุณภาพการคิดเขาสูงมาก เราก็มาช่วยเขาคิดว่าทำยังไงถึงจะถ่ายทอดไอเดียนั้นออกมาเป็นรูปเป็นร่าง
คือเขาขาดทักษะเรื่องรูปทรง ขาดทักษะเรื่องการใช้สี
เราก็มาเพิ่มตรงนี้ แต่อีกคนวาดสวยมาก ถ้าวาดที่โรงเรียน
ต้องได้ชนะเลิศ แต่รูปยังเป็นวิว เป็นภูเขา ต้นมะพร้าว
คนยืนตรง โดยทั่วไปคนชอบเพราะดูเรียบร้อยสวยงาม
ดูคุ้นตา แต่จริง ๆ ถ้าครูศิลปะมาดู จะบอกว่าเด็กคนนี้ต้องเพิ่มอะไร
วาดให้ต่างได้ไหม ให้แปลกได้ไหม กล้ากว่านี้ได้ไหม
วาดคนไม่ยืนตรงเข้าแถวได้ไหม วาดให้มันเละกว่านี้ได้ไหม
ซึ่งจุดนี้เราต้องคุยกับผู้ปกครอง
แล้วศิลปะที่จะเอาไปสอนเด็กมันไม่ใช่ Fine Art อย่างเดียว
ต้องเป็นเรื่องของสิ่งที่เรียกว่าจิตวิทยาศิลปะเด็กทำไมเด็กเข้าถึงพัฒนาการ
อย่างทำไมอยู่ดี ๆ เรามาฝึกเด็กอนุบาลให้เล่นกีฬา
ก็ต้องรู้ว่าร่างกายเขาความพร้อมเขาแค่ไหน เขาวิ่งได้หรือยัง
กล้ามเนื้อเขาแข็งแรงแค่ไหนทางด้านศิลปะก็เหมือนกัน
แต่ศิลปะมันลงลึกไปว่า อายุเท่าไรกำดินสอได้ อายุเท่าไรใช้พู่กันเป็น
เพราะในแต่ละวัยเด็กมีพัฒนาการที่เป็นสากล เด็กทุกคนทั่วโลกทำเหมือนกัน
จิกดินน้ำมันปั้นเป็นเม็ด ๆ เป็นพัฒนาการเป็นขั้นตอน
ถ้าเราสอนผิดขั้น ไปเอาเรื่องของเด็ก 8 ขวบ ไปสอน
3 ขวบ ปรากฏว่าเด็กถดถอย ซึ่งครูสอนศิลปะต้องรู้
สำหรับครูของสมุดไท คุณสมบัติคือต้องจบศิลปะแน่นอน
ข้อสองต้องรักเด็ก เพราะถึงแม้บางคนจบจิตวิทยามาก็ทำงานไม่ได้
ถ้ารำคาญเด็ก เพราะเด็กแต่ละคนมาจากครอบครัวที่แตกต่าง
ในวัยเดียวกัน บางคนไปเร็วมาก บางคนก็ต้องช่วยมาก
ครูต้องใจเย็น แล้วก็ต้องมาอบรมเรื่องจิตวิทยาพื้นฐาน
เด็กวัยนี้เขาเป็นยังไง ศึกษาจิตวิทยาศิลปะเด็กวัยนี้วาดอะไรได้
เด็กวัยนี้ต้องใช้เครื่องมืออะไร แต่ในสิ่งที่ทำให้ครูเชี่ยวชาญจริง
ๆ คือประสบการณ์
ครูสอนศิลปะนอกจากสอนเรื่องศิลปะ ยังต้องสอนอีกหลายเรื่อง
เช่นความรับผิดชอบตัวเองของเด็ก ไม่ใช่อยู่ดี ๆ
ไม่พอใจก็ฉีกกระดาษทิ้งลงขยะ เราเจอเด็กหลายแบบเขาควรปรับปรุงตรงไหน
เราต้องสอนเขา
โดยธรรมชาติเด็กชอบเคลื่อนไหว เด็กจะเคลื่อนไหวน้อยลงตามวัยที่เขาโตขึ้น
ทีนี้สำหรับเด็กเล็ก เขาจะนั่งนิ่งได้เมื่อมีกิจกรรมที่ท้าทาย
แล้วก็กิจกรรมที่เขาสนใจ เพราะฉะนั้นตรงนี้จะสำคัญ
นอกจากกิจกรรมแล้ว ตัวเร้า คือครู ซึ่งการวิ่งเข้าใส่สิ่งท้าทายของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากันเด็กที่มาจากโรงเรียนหรือมาจากบ้านที่ครอบครัวเปิดกว้างมีอิสระที่เขาจะคิดเอง
ทำเอง พวกนี้จะเรียนสนุก จะรู้สึกว่าท้าทายตลอด
น่าเรียนไปหมด อีกกลุ่มหนึ่งมาจากครอบครัวที่เข้มงวดหน่อย
กลุ่มนี้จะกลัวสิ่งที่ท้าทาย
ถามว่าเด็กกลุ่มไหนที่สนุกกับการเรียนศิลปะ คงจะเป็นกลุ่มที่ถูกเตรียมมาจากครอบครัว
หรือจากโรงเรียนที่ให้มีความสนุกในการคิด สังเกตดูจะมาจากครอบครัวคนชั้นกลางเยอะ
คือไม่มีคนใช้เยอะจนเกินไป เด็กที่มาจากครอบครัวรวยมากก็เสียเปรียบ
คนใช้เยอะไป ทำอะไรเองไม่เป็น ขนาดจะวาดรูปยังบอกให้ครูวาดให้หน่อย
กลุ่มนี้เขาไม่สนุก เขารู้สึกว่าไม่ท้าทายที่จะทำ
ตัดกระดาษเบี้ยวไปนิดหนึ่ง ก็มีความรู้สึกว่าต้องให้คนช่วย
ครูคะตัดให้หนูหน่อย ในขณะที่อีกคนหนึ่งช่วยตัวเองสูงมาก
พยายามตัดเบี้ยว ๆ แหว่ง ๆ ไป ตรงนี้ครูชอบ ซึ่งเด็กเขาจะจดจำได้ดีเลยว่าเขาทำอะไร
และเกิดทักษะขึ้นเอง
จริง ๆ แล้วเด็กเขาเรียนศิลปะโดยธรรมชาติจากที่บ้าน
ซึ่งพ่อแม่ควรจะเตรียมให้เด็ก ซึ่งประมาณ 2 ขวบ
ตั้งแต่เริ่มเห็นท่าทีของเขา แม่ที่เลี้ยงลูกเองจะได้เปรียบหน่อยคืออยู่กับลูกทั้งวัน
ได้เห็นพัฒนาการของเขาว่าเริ่มหยิบจับอะไรมาเขียน
เลียนแบบผู้ใหญ่บ้าง จับปากกาขีดเขี่ยตามพื้นตามผนัง
ตรงนั้นก็เริ่มสอนให้เด็กรู้จักศิลปะได้เลย ไม่ใช่ว่าตีไม่ให้เขาทำ
เขาก็หดเลย ต่อไปไม่อยากเขียนหนังสือด้วยซ้ำ ผู้ปกครองส่วนใหญ่รำคาญที่เด็กทำฝาผนังบ้านเลอะเทอะ
เขียนไม่เป็นที่เป็นทาง แต่เด็ก 2 ขวบ ถ้าเราฝึกในเรื่องของวินัยมา
วินัยในเรื่องอื่น ๆ เช่น ทานข้าวตรงไหน เล่นของเล่นตรงไหน
ไม่ใช่ว่าตรงไหนก็ได้เลอะเทอะไปหมด ก็จะเรียนรู้เรื่องสถานที่ได้ยาก
อย่างเช่นเขาจะอึ เขาจะอึที่ไหน ก็ต้องสอนเขาไปพร้อม
ๆ กัน เพราะฉะนั้นเด็กที่ถูกเตรียมมาดี เขาจะเข้าใจได้เร็วว่า
ถ้าเขาจะวาด เขาจะวาดในกระดาษนี้นะ ถ้าบ้านมีผนังที่กว้างหน่อยก็เอากระดาษแผ่นใหญ่
ๆ มาแปะตรงผนัง บอกเขาว่าให้วาดตรงนี้ เด็กเขารู้ค่ะ
ภาษาภาพเป็นภาษาหนึ่งของเด็กคู่ไปกับภาษาพูดก่อนภาษาเขียน
เพราะฉะนั้นการวาดรูปเป็นการประมวลความคิดของเด็กที่เขาจะถ่ายทอดออกมามันเรียนรู้ไปพร้อม
ๆ กับการพูด การถ่ายทอดเป็นประโยค ช่วง 2 ขวบครึ่ง
เด็กจะไม่เขียนเป็นรูปเป็นร่าง เป็นแค่การเตรียมฝึกกล้ามเนื้อเล็กกล้ามเนื้อนิ้ว
เหมือนกับเขาหัดพลิกตัวไปพลิกตัวมา ขยุกขยิก ๆ เพื่อเป็นการเตรียมให้มือเขาแข็งแรง
ต่อมาเขาก็จะค้นพบว่าเขาลากเส้นตรงได้นะ ไปทางซ้ายขวา
ขยุกขยิก ๆ กลายเป็นดำ ๆ ถ้าจุด ๆ ก็เหมือนทราย
เด็กที่ไม่ได้ทำคือไม่ได้ฝึก จะเริ่มช้าหน่อย
ส่วนเด็กที่จะมาเข้าโรงเรียนศิลปะก็ควรอายุสัก 4
ขวบ เพราะควบคุมกล้ามเนื้อให้ลากเส้นไปตามที่ต้องการได้
แล้วสอนอะไรให้เด็กสนุก จริง ๆ อยู่ที่กิจกรรมค่ะ
โดยทั่วไปเรียนศิลปะก็ไม่เครียดอยู่แล้ว ที่สำคัญต้องไม่มีเรื่องบรรยากาศกับอำนาจ
แม้ว่าเด็กจะซนมากอยู่คนหนึ่ง เราก็ต้องไม่ให้มีบรรยากาศที่แสดงอำนาจไม่เช่นนั้น
เด็กคนอื่นจะเครียดตาม
สอนไปเราก็มีนิทานบ้าง มีกิจกรรมให้เลือก อย่างใครอยากวาดรูปหัวข้อนี้
ซึ่งความจริงหัวข้อมันเป็นแค่พาหนะแต่จุดมุ่งหมายจริง
ๆ คือการฝึกจินตนาการ ตัวอย่างเช่นหัวข้อกำหนดมาว่าให้วาดครอบครัวของฉัน
หัวข้อไม่ใช่ หัวใจสำคัญของการวาดรูปในวันนั้น ประเด็นเป้าหมายคือ
ให้เด็กเปรียบเทียบรู้จักรูปร่าง รูปทรง พ่อตัวใหญ่ลูกตัวเล็ก
พ่อแม่กับลูกมีความสูงต่างกัน วาดยังไงให้ต่างกัน
เด็กเขาช่างสังเกตไหม บางคนวาดคนระบายสีแบบแบน ๆ
ไม่มีลวดลายอะไรเลย แต่บางคนวาดคุณแม่หิ้วกระเป๋า
ถึงขนาดมีเดินเส้น ลวดลายกระโปรง ตรงนี้คือการสังเกต
เป็นกลุ่มของความคิดสร้างสรรค์ เรื่องความคิดละเอียดลออ
อีกคนวาดตัวเท่ากันเป๊ะ อันนี้การสังเกตเรื่องสัดส่วนไม่ดี
ก็ให้เขาสังเกตธรรมชาติ สิ่งรอบตัวมากขึ้น
ซึ่งศิลปะจะต่างจากวิชาดนตรี แม้ว่าจะเป็นศิลปศาสตร์เหมือนกัน
แต่จะต่างกันตรงที่ว่าเด็กเรียนดนตรีเป็นเพลงเด็กได้ผลงานคือเล่นได้เป็นเพลง
แต่สำหรับศิลปะเด็กผลสัมฤทธิ์ไม่ได้สำเร็จเป็นรูป
ๆ ไปเท่านั้น ความคิดสร้างสรรค์จะติดตัวเด็กไป จะแสดงออกตอนเขาโตและสามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต
ผู้ปกครองที่ให้เด็กเรียนศิลปะมาตั้งแต่อนุบาล จนถึง
ป.4 ป.5 จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสิ่งที่เด็กได้คือไม่ใช่วาดรูปเก่งอย่างเดียว
ที่ชัดเจนคือ พอเด็กไปเรียนวิชาอื่น เขาเรียนได้ดีขึ้น
มีสมาธิมากขึ้น จดจ่อกับการทำงานมากขึ้น ต่อมาคือเด็กก้าวร้าวน้อยลง
ที่น้อยลงไม่ใช่เพียงแค่เขามีสุนทรียภาพขึ้น แต่เป็นเพราะว่าเขาเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง
โดยทั่วไปเด็กที่ก้าวร้าวเพราะเขาขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง
ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง เมื่อเขาขาดเรื่องพวกนี้ทำให้เขาไม่มีทิศทาง
เกเร ดื้อ งอแง สังเกตเด็กที่ไม่งอแง ไม่ดื้อ ไม่ก้าวร้าว
มักเป็นเด็กเก่งไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เมื่อเขารู้สึกว่าเขาเก่ง
เพราะฉะนั้นเขาจึงชื่นชมตัวเองเป็น ไม่ต้องเรียกร้องความสนใจ
การเรียนศิลปะเขาได้ผลงานเขาเอากลับบ้านไปติดโชว์ที่ผนังบ้าน
เดี๋ยวมีคนชมแล้ว เขาก็ชักปลื้ม ทำอีก เลยเอาเวลาที่เล่นเกเรไปทำกิจกรรมให้ได้ผลงานแทน
ปัจจุบันพ่อแม่นิยมส่งลูกมาเรียนศิลปะมากขึ้นตามโรงเรียน
หรือส่งไปแค้มป์ต่าง ๆ คงเป็นเพราะเรื่องกระแสการพัฒนาของสมองซีกซ้ายซีกขวาเห็นความสำคัญกับเรื่อง
EQ เรื่องความฉลาดทางอารมณ์ เพราะฉะนั้นวิชาการจะถูกลดความสำคัญลงเรียกว่าเกิดความสมดุลระหว่างอารมณ์
จิตใจ จินตนาการ สุนทรียภาพ ต้องไปชั่งน้ำหนักแบ่งครึ่ง
ระหว่างคณิตศาสตร์ ภาษา วิทยาศาสตร์ วิชาศิลปะที่ส่งเสริมจินตนาการ
และความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาสมองซีกขวาที่สอนในโรงเรียนทั่วไปมีไม่เพียงพอ
ดังนั้นผู้ปกครองจึงพาเด็กมาเรียนที่โรงเรียนเฉพาะทางมากขึ้น
แต่จะให้เด็กเรียนอะไร ครูส้มว่าให้เด็กเขาเป็นคนเลือกกิจกรรมเองจะดีที่สุด
เขาจะได้ปลอดโปร่ง มีความสุขกับการเรียน และไม่จำเป็นต้องให้เขาเรียนให้เก่ง
อย่างที่นี่การสอนวาดรูปไม่ใช่สอนให้วาดเก่ง การวาดเก่งต้องควบคู่ไปกับการคิดเก่งด้วย
เพราะฉะนั้นเด็กวาดรูปตามแบบ วาดรูปสวย วาดเหมือนไม่ได้แปลว่าคุณภาพทางด้านศิลปะเขาดี
แต่แปลว่าทักษะทางด้านศิลปะเขาดี ทักษะนี่ฝึกกันได้ตลอดชีวิต
แต่ทักษะการคิดสร้างสรรค์นั้นต้องฝึกกันตั้งแต่เล็ก
ๆ ถ้าเขาโตเป็นวัยรุ่นแล้ว หากไม่ได้รับการฝึกหรือพัฒนาด้านจิตนาการความคิดสร้างสรรค์มาก่อน
จะฝึกยากมาก ศิลปะเป็นกระบวนการที่ส่งเสริมเด็กให้มีความคิดสร้างสรรค์
มีจินตนาการ ดังนั้นการส่งเสริมต้องส่งเสริมตั้งแต่เด็ก
ๆ ค่ะ
|